วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

โครงงาน บิงโกอาเซียน


ข้อมูลจาก : โครงงานคอมพิวเตอร์ สื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน.
เรียบเรียง.ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี  งามสม


ชื่อโครงงาน  บิงโกอาเซียน

ผู้จัดทำ           นางสาวประภาพร                   คงวัดใหม่        1011000096
                        นางสาวทัศนีย์                         กันภัย              1011000547
                        ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี            งามสม             1011000599
                        นางสาวนารีรัตน์                      นันทมงคล       1011000286
                        นายนาวี                                   ไชยแสง           1011001271


บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
            ในยุคโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆให้ความสำคัญกับการรวมตัวกันในภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ประชาคมอาเซียนจึงต้องปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นได้
            เนื่องด้วยประเทศของเรากำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ การตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น นักเรียนซึ่งจะกลายเป็นพลเมืองของชาติในอนาคตก็จำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ในการที่จะทำให้นักเรียนๆเข้าใจถึงความสำคัญดังกล่าว การเรียนการสอนแบบปกติทั่วไป อาจสามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามด้วยเรื่องของวัยและวุฒิภาวะของนักเรียน
จากการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องอาเซียน พบว่าผู้เรียนมีความรู้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงมีกิจกรรมเสริมอื่นๆก็น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ดียิ่งขึ้น การนำเกมบิงโก ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมาเป็นสื่อในการเรียนการสอน จึงถือเป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่งที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ อยากเรียนรู้ ในเรื่องของประชาคมอาเซียนได้
           
วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาผลของการใช้บิงโกของนักเรียนระดับชั้น ป.4- ป.6 เรื่องประชาคมอาเซียน

ขอบเขตของโครงงาน
1.      เนื้อหาที่ใช้ อาหารประจำชาติ, สัตว์ประจำชาติ, สกุลเงินประจำชาติ, ดอกไม้ประจำชาติ, คำทักทายประจำชาติ, ศาสนาประจำชาติ, เมืองหลวงประจำชาติ , คำทักทาย
2.      ประชากร/ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้น ป.4- ป.6
3.      เวลา ในชั่วโมงเรียนวิชาสังคมศึกษา และนอกเวลาเรียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557
แผนการดำเนินงาน


ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.         นักเรียนได้เตรียมพร้อมในการที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
2.         นักเรียนเกิดความสนใจในเรื่องของประชาคมอาเซียน
3.         นักเรียนได้รับความรู้และความเข้าใจในด้านต่างๆของอาเซียน
4.         นักเรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้

  



บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ในการจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์ พัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน ให้ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน คณะผู้จัดทาได้ศึกษาข้อมูล เอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 ประชาคมอาเซียน
2.2 เกมส์บิงโก

2.1 ประชาคมอาเซียน
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน เป็นองค์กรทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,670 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน ในปี พ.. 2553 จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นลาดับที่ 9 ของโลกเรียงตามจีดีพี มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการอาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อไทยเสียดินแดนปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาในปี พ.. 2505 ต่อมาในปี พ.. 2510 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพ อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ หลังจาก พ.. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.. 2551 ซึ่งทาให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.. 2553 และกาลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.. 2558 สมาคมอาสาและปฏิญญากรุงเทพ
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.. 2504 โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมอาสา (ASA, Association of South East Asia) ขึ้นเพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดาเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย และการเสีย
ดินแดนปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาของไทย จนเมื่ออินโดนีเซียและมาเลเซียฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างกัน จึงได้มีการแสวงหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค "สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" และถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการลงนาม "ปฏิญญากรุงเทพ" ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.. 2510 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อาดัม มาลิกแห่งอินโดนีเซีย, นาร์ซิโซ รามอสแห่งฟิลิปปินส์, อับดุล ราซัคแห่งมาเลเซีย, เอส. ราชารัตนัมแห่งสิงคโปร์ และถนัด คอมันตร์แห่งไทย ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งองค์กรในปัจจุบัน สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยประเทศสมาชิกจานวน 10 ประเทศ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 560 ล้านคน (ข้อมูลในปี พ.. 2549) ยอดเขาที่สูงสุดในภูมิภาค คือ ยอดเขาข่ากาโบราซีในประเทศสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งมีความสูง 5,881 เมตร และมีอาณาเขตติดต่อกับจีน อินเดีย บังกลาเทศและประเทศสังเกตการณ์อาเซียน คือ ปาปัวนิวกินี ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 27-36 °C พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าฝนเขตร้อน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าสน ป่าหาดทรายชายทะเล ป่าไม้ปลูก มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ข้าว ข้าวโพด มันสาปะหลัง สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ามันและพริกไทย จากสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการสรุปแนวทางของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้จานวนหกข้อ ดังนี้ ให้ความเคารพแก่เอกราช อำนาจอธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติสมาชิกทั้งหมด รัฐสมาชิกแต่ละรัฐมีสิทธิที่จะปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอกการรุกรานดินแดนและการบังคับขู่เข็ญจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐสมาชิกอื่น ๆยอมรับในความแตกต่างระหว่างกัน หรือแก้ปัญหาระหว่างกันอย่างสันติประณามหรือไม่ยอมรับการคุกคามหรือการใช้กาลังให้ความร่วมมือระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ
อาเซียนหรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN : The Association of South East Asian Nations) ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ..2510 โดยประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่อมาในปีพ..2527 บรูไน ดารุสซาลาม ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ตามด้วยเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อ พ.. 2538 ขณะที่พม่าและลาวเข้ามาเป็นสมาชิกใน พ..2540 และประเทศสุดท้ายคือกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อ พ.. 2542 ปัจจุบันอาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ
1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) 1.บรูไนดารุสาลาม ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" มีเมือง "บันดาร์เสรีเบกาวัน" เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ..2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ
2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ..2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้
3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ..2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ
4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR) เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ
5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบนคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จานวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจาชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ
6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ..2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ
7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ ( The Republic of Singapore) เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจาชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)
8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand) เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ..2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ
9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam) เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ..2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar) มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าประชาคมอาเซียน ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเป็นการสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  

2.2 เกมส์บิงโก
บิงโก (Bingo) เป็นเกมกระดาษ มีจุดเด่นที่ทำให้สนุก สามารถเล่นพร้อมกันได้หลายคน และค้นหาผู้แพ้ชนะ มีวิธีการเล่นคือ เรียงให้ครบตามรูปแบบของเกมบนบัตรบิงโก นี่เรียกว่า 'แบล็คเอาต์' ถ้าผู้เล่นได้บิงโก 'แบล็คเอาต์' ภายในจำนวนที่กำหนดของลูกบอลที่หยิบขึ้นมา ผู้ชนะจะได้รางวัล

กติกาการเล่น
            ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง จะต้องเป็น "ผู้ขานเบี้ย" ซึ่งจะเขย่าและประกาศ เมื่อเบี้ยในกล่อง (75 อัน) ออกมาทีละอัน เช่น เบี้ยที่เขย่าออกมาคือ 15 ผู้เล่นคนใดที่มีหมายเลขนี้ ในบัตร "บิงโก" (บัตรสั้น) ของตนก็จะหยิบเบี้ยเปล่าวางไว้ในช่องนั้น   จากนั้นก็จะเล่นต่อไปจนกว่าจะมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งมีเบี้ยเปล่าวางในบัตร "บิงโก" ของตน อันใดอันหนึ่ง ผู้เล่นผู้นั้นก็ประกาศว่า "บิงโก" การเล่นในเกมนั้นก็จะจบลง จากนั้นก็จะมีการนับคะแนนตามที่ปรากฎในแถวนั้น โดยที่ "ผู้ประกาศเบี้ย" จะทำการตรวจสอบกับเบี้ยที่ประกาศมาแล้ว ว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันผู้นั้นก็เป็นผู้ชนะ
                        Free               หมายถึง ช่องที่ผู้เล่นทุกคนมีสิทธิวางเบี้ยได้ทันทีที่เริ่มการแข่งขัน
                        วงกลมดำ       หมายถึง เบี้ยว่างสำหรับวางในบัตรบิงโก

การวางตามแนวที่กำหนด
 เป็นแถวตั้งตรงทั้งแถว
            เป็นแนวยาวขนานทั้งแถว
            เป็นแถวทแยงมุม (ซ้าย)
            เป็นแถวทแยงมุม (ขวา)
            เป็นรูปมุม 4 มุมใหญ่
            เป็นรูปมุม 4 มุมเล็ก

            บัตรบอกหมายเลข "บิงโก" (บัตรยาว) นั้นใช้สำหรับ "ผู้ประกาศเบี้ย" ใช้วางเบี้ยที่ประกาศแล้วเท่านั้น
เพื่อใช้ตรวจสอบกับผู้เล่นที่ "บิงโก" ในกรณีที่มีผู้เล่น "บิงโก" พร้อมกันหรือมากกว่า 2 คน "ผู้ประกาศเบี้ย" จะทำการตรวจเบี้ยและนับคะแนนให้ทุก ๆ คนที่ "บิงโก" ผู้เล่นที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะเลิศ
จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า บิงโก (Bingo) เป็นเกมกระดาษ มีจุดเด่นที่ทำให้สนุก สามารถเล่นพร้อมกันได้หลายคน และค้นหาผู้แพ้ชนะ มีวิธีการเล่นคือ เรียงให้ครบตามรูปแบบของเกมบนบัตรบิงโก นี่เรียกว่า 'แบล็คเอาต์' ถ้าผู้เล่นได้บิงโก 'แบล็คเอาต์' ภายในจำนวนที่กำหนดของลูกบอลที่หยิบขึ้นมา ผู้ชนะจะได้รางวัล
ดังนั้นผู้จัดทำจึงได้จัดทำโครงงาน บิงโกอาเซียน ขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ในด้านต่างๆของประชาคมอาเซียนมากขึ้น



  
บทที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการ
การจัดทำเกมส์บิงโกเพื่อการเรียนรู้เพื่อนบ้านอาเซียนโดยผ่านเกมส์บิงโก คณะผู้จัดทำโครงงานมีวิธีการดำเนินงานโครงงาน ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

3.1 ขั้นตอนการดำเนินการ
1. คิดหัวข้อโครงงานเพื่อนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา
2. ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับโครงงานในการสร้างเกมส์บิงโกอาเซียน
3. ศึกษาเกมส์บิงโกต่างๆจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
4. จัดทำโครงร่างโครงงานเสนออาจารย์ที่ปรึกษา
5. ออกแบบเกมส์บิงโกอาเซียน
6. จัดทำโครงงานสร้างเกมส์บิงโกอาเซียนเพื่อการเรียนรู้เพื่อนบ้านอาเซียนโดยผ่านเกมส์บิงโก
7. นำเกมส์บิงโกอาเซียนไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง
8. ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม
9. เผยแพร่ผลงานโดยการนำไปใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
10. ทำเอกสารสรุปรายงานโครงงาน
3.2 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
1.ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน
2.ให้นักเรียนทำกิจกรรมบิงโก
3.ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน
3.3 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาโครงงาน
1. ฟิวเจอร์บอร์ด
2. กระดาษ A4
3. ฝาขวดน้ำ
4. แผ่นพลาสติกใส
5. เครื่องคอมพิวเตอร์
6. เครื่องพิมพ์ (Printer)
7. กระดานไวท์บอร์ดขนาดเล็ก
8. ปากกาไวท์บอร์ด

3.4 วิธีการเล่นเกมส์บิงโกอาเซียน
1. แจกกระดานบิงโกอาเซียนให้ผู้เล่นคนละ 1 แผ่น
2. แนะนำวิธีการเล่นและกติกา

3. สาธิตวิธีการเล่น
4. ผู้ดำเนินการจับฉลากขึ้นมาครั้งละ 1 แผ่น
5. ให้ผู้เล่นวางฝาขวดน้ำบนคำที่อยู่ในกระดาษที่แจกให้ในตอนแรก
6. ทำซ้ำกันไปเรื่อย ๆ
7. ใครสามารถวางได้ตามแนวที่กำหนด เช่น แนวตั้ง แนวนอน แนวทแยง ก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ

ตัวอย่างกระดานบิงโก



























ตัวอย่างฉลาก


ข้อมูลจาก : โครงงานคอมพิวเตอร์ สื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน.http://www.tup.ac.th/tup/AseanProject.pdf สืบค้นเมื่อ 17 เมษายน 2557
เรียบเรียง.ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี  งามสม


วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

แบบทดสอบ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) 


ข้อมูล : ความหมายของ e-Book สืบค้นจาก : http://www.srb1.go.th/anuban/e_book/meanebook.htm เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2557
เรียบเรียง.ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี งามสม 0599



1. อธิบายความหมาย บอกคุณลักษณะ ประโยชน์ ข้อดี ข้อจำกัด

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ย่อมาจากคำว่า Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์

- คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป


- ประโยชน์ของ e-Book

สำหรับผู้อ่าน

1. ขั้นตอนง่ายในการอ่าน และค้นหาหนังสือ
2. ไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บหนังสือ
3. อ่านหนังสือได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

สำหรับห้องสมุด 1. สะดวกในการให้บริการหนังสือ
2. ไม่ต้องใช้สถานที่มากในการจัดเก็บหนังสือ และไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
3. ลดงานที่เกิดจากการซ่อม จัดเก็บ และการจัดเรียงหนังสือ
4. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาดูแลและซ่อมแซมหนังสือ
5. มีรายงานแสดงการเข้ามาอ่านหนังสือ

สำหรับสำนักพิมพ์และผู้เขียน
1. ลดขั้นตอนในการจัดทำหนังสือ
2. ลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการจัดพิมพ์หนังสือ
3. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางอื่นๆ
4. เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายหนังสือ
5. เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ตรงถึงผู้อ่าน

- ข้อดีและข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

ข้อดีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีข้อดีดังต่อไปนี้
1. เป็นสื่อที่รวมเอาจุดเด่นของสื่อแบบต่างๆ มารวมอยู่ในสื่อตัวเดียว คือ สามารถแสดงภาพ แสง เสียง ภาพเคลื่อนไหว และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
2 .ช่วยให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาวิชาได้เร็วขึ้น
3. ครูสามารถใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการชักจูงผู้เรียนในการอ่าน,การเขียน,การฟังและการพูดได้
4 . มีความสามารถในการออนไลน์ผ่านเครือข่ายและเชื่อมโยงไปสู่โฮมเพจและเว็บไซต์ต่างๆอีกทั้งยังสามารถอ้างอิงในเชิงวิชาการได้
5 . หากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตจะทำให้การกระจายสื่อทำได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขว้างกว่าสื่อที่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์
6 . สนับสนุนการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน ห้องสมุดเสมือนและห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
7. มีลักษณะไม่ตายตัว สามารถแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อักทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้โดยใช้ความสามารถของไฮเปอร์เท็กซ์
8. ในการสอนหรืออบรมนอกสถานที่ การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากสื่อสามารถสร้างเก็บไว้ในแผ่นซีดีได้
9. การพิมพ์ทำได้รวดเร็วกว่าแบบใช้กระดาษ สามารถทำสำเนาได้เท่าที่ต้องการ ประหยัดวัสดุในการสร้างสื่อ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย
10. มีความทนทาน และสะดวกต่อการเก็บบำรุงรักษา ลดปัญหาการจัดเก็บเอกสารย้อนหลังซึ่งต้องใช้เนื้อที่หรือบริเวณกว้างกว่าในการจัดเก็บ รักษาหนังสือหายากและต้นฉบับเขียนไม่ให้เสื่อมคุณภาพ
11. ช่วยให้นักวิชาการและนักเขียนสามารถเผยแพร่ผลงานเขียนได้อย่างรวดเร็ว



 ข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
1. คนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ในรูปกระดาษมากกว่าอีกทั้งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยังไม่สมารถใช้งานได้งายเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์ และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อยกว่ามาก
2 .หากโปรแกรมสื่อมีขนาดไฟล์ใหญ่มากๆ จะทำให้การเปลี่ยนหน้าจอมีความล่าช้า
3.การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ผู้สร้างต้องมีความรู้ และความชำนาญในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
4. ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้นการปรับปรุงสื่อจึงทำได้ยากหากผู้สอนไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
5.ใช้เวลาในการออกแบบมาก เพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพ


2. แทรกตัวอย่างรูปภาพ หรือ แทรวิดีโอ ในหัวข้อที่ได้ 

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=Hq3Emp5dDBk

โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ได้แก่
1. โปรแกรมชุด Flip Album





2. โปรแกรม DeskTop Author



3. โปรแกรม Flash Album Deluxe





ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย
1. โปรแกรมชุด Flip Album ตัวอ่านคือ Flip Viewer



2. โปรแกรมชุด DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader



3. โปรแกรมชุด Flash Album Deluxe ตัวอ่านคือ Flash Player

3. ท่านจะประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน หรือ ชีวิตประจำวัน หรือ ในหน่วยงาน องค์กรได้อย่างไร

วิธีการประยุกต์ใช้ E-book ในการเรียนรู้


- ผู้ใช้สามารถอ่านหนังสือได้ในทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการเรียนรู้ สามารถทำให้คุณเก็บบันทึกเอกสาร Text File ลงใน Palm ให้อยู่ในรูปแบบ e-book โดยการอ่านe-book นั้น จะต้องมี Software ที่เข้ามาสนับสนุนการอ่าน File ของ e-book ช่วยให้คุณนำเอกสารจากเครื่อง PC ของคุณติดตัวไปกับคุณได้


- เป็นสื่อรูปแบบใหม่ที่ผู้สอนสามารถใช้ประกอบการสอน โดยกำหนดเป็นเอกสาร การสอนในรายวิชาต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนอ่านสะดวก อ่านได้ทุกที่ที่มีการเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ต สามารถดาวน์โหลดเก็บไว้ในเครื่องคอมฯ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองกระดาษ นอกจากนั้นผู้สอนยังสามารถตรวจสอบได้ว่ามีใครเข้ามาอ่านแล้วบ้าง

4. ข้อเสนอแนะ ติ ชม จากการอบรมของ ดร.ชัชญาภา วัฒนธรรม

- ข้อเสนอแนะ สำหรับ ว่าที่ร้อยตรีหญิง ดร.ชัชญาภา วัฒนธรรม

อาจารย์อุ๋ย ได้ถ่ายทอดความรู้ เรื่องราวในหลักสูตรที่ 8 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา หน่วยที่ 2 เทคโนโลยีและสนเทศ ได้อย่างครอบคลุม ชัดเจน และเน้นการสอนแบบปฏิบัติจริง ทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนของตนเองได้จริง

ดิฉันขอขอบคุณอาจารย์อุ๋ยมากๆ ที่กรุณาสละเวลาอันมีค่ามาสอนและถ่ายทอดความรู้สู่ดิฉันและผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่าน... ขอบคุณค่ะ



แหล่งอ้างอิง

ความหมายของและโปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book
http://www.srb1.go.th/anuban/e_book/meanebook.htm

ประโยชน์ของ e-Book
http://home.dsd.go.th/techno/trainingsystem/index.php?option=com_content&view=article&id=86:-e-book&catid=53:-53-2&Itemid=71

ข้อดีและข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
http://www.l3nr.org/posts/309959

การประยุกต์ใช้ในด้านการศึกษาและการเรียนการสอน
http://06550149-01.blogspot.com/2013/01/electronic-book.html


วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

Application Software




ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software




ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=7n8ZiATGask


ข้อมูล : ซอฟต์แวร์คืออะไร. สืบค้นจาก : http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/thai04/06/page55.html เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2557
เรียบเรียง.ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี งามสม 
 

ขั้นนำ (Introduction)
            ซอฟต์แวร์ เป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เป็นลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกจำหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ฯลฯ

ภาระงาน (
Task)        
1. ให้นักเรียนศึกษาความรู้เรื่อง Application Software (ซอฟต์แวร์ประยุกต์) ตามแหล่งเรียนรู้ที่คุณครูได้ระบุไว้ ด้านล่าง
2. ให้นักเรียนแต่ละคนอธิบายความหมายพร้อมยกตัวอย่างประกอบของ ซอรฟต์แวร์ประยุกต์ ดังต่อไปนี้   
2.1 ซอฟต์แวร์สำเร็จ                                                 
           2.2 ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ
3. ให้นักเรียนแต่ละคนออกแบบและสร้าง การ์ดอวยพรวันไหว้ครู โดยใช้ Application Software (ซอฟต์แวร์ประยุกต์)

กระบวนการเรียน (
Learning Process) 
1. ให้นักเรียนเข้าเว็บไซต์ แหล่งเรียนรู้ที่คุณครูได้ระบุไว้ ด้านล่างของ
Blog เพื่อศึกษาความรู้เรื่อง Application Software (ซอฟต์แวร์ประยุกต์)
2. ให้นักเรียนตอบคำถามข้อ 2.1 และ 2.2 ลงใน Comment ด้านล่าง Blog          
3. ให้นักเรียนแต่ละคนออกแบบและสร้าง การ์ดอวยพรวันไหว้ครู โดยใช้ Application Software (ซอฟต์แวร์ประยุกต์) ใดก็ได้ เช่น MS Publisher, MS Word ฯลฯ ส่งชิ้นงานในวันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน 2557

แหล่งเรียนรู้ (Resource) 
เว็บไซต์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ประเมินผล (Evaluation) การประเมินผลงานการ์ดอวยพร





















สรุป (Conclusion)

       จากการที่นักเรียนได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ  Application Software (ซอฟต์แวร์ประยุกต์) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานในด้านต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการพิมพ์เอกสารการคำนวณ การออกแบบ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารข้อมูล









HARDWARE จากครูอัญ

HARDWARE 



ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ : http://www.youtube.com/watch?v=gvfpTu6hfMo

ข้อมูลจาก : http://www.pbps.ac.th/e_learning/combasic/hardware.html
เรียบเรียงโดย.ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี  งามสม
เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2557

ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน            
 1. ฮาร์ดแวร์สำคัญที่พบใน Case ได้แก่                     
1.1 Power Supply                     
1.2 Mainboard และ ฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งหรือเป็นส่วนหนึ่งของ Mainboard ที่สำคัญ ได้แก่  
              1.2.1 CPU                                 
              1.2.2 RAM                               
1.3 Hard Disk                     
1.4 Floppy Disk Drive                     
1.5 CD-ROM Drive                                        
1.6 Sound Card                     
1.7 Network Card            

 2. ฮาร์ดแวร์สำคัญที่อยู่นอก Case ที่สำคัญได้แก่                     
2.1 Keyboard                    
2.2 Monitor                     
2.3 Mouse                     
2.4 Printer                     
2.5 Scanner                     
2.6 Digital Camera                     
2.7 Modem                     
2.8 UPS


การใช้ Blog ในการเรียนการสอน


ที่มา : http://www.instantcal.com/blogger.html

การใช้ Blog ในการเรียนการสอน

โดย.ว่าที่ร้อยตรีหญิงชัชญาภา  วัฒนธรรม

เรียบเรียง.ว่าที่ร้อยตรีหญิงอัญชลี  งามสม

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.57 


ขั้นนำ (Introduction)
       Blog เป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งที่เจ้าของ Blog สามารถนำเสนอสารสนเทศของตนเองลงใน Blog ได้ และผู้อ่านสามารถสามารถแสดงความคิดเห็นตอบกลับมาได้
       
วันนี้เราจะมี Blog เป็นของตนเอง นำเสนอสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ และแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน


ภาระงาน (Task) 
       1. ให้ท่านสมัครเป็นสมาชิก Blog, ตกแต่ง Blog, และเชิญอาจารย์และเพื่อนๆ ในห้องมาร่วมเป็นสมาชิกกับ Blog ของท่าน
       
2. ให้ท่านนำเสนอสารสนเทศโดยศึกษาจากแหล่งเรียนรู้หลายๆ แหล่ง สังเคราะห์ข้อมูลและเขียนด้วยสำนวนของตนเองในประเด็นต่อไปนี้
           
2.1 Blog คืออะไร
           
2.2 เรามีหลักการเขียน Blog อย่างไรเพื่อพัฒนาการคิดของผู้เขียนและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
           
2.3 เราจะประยุกต์ใช้ Blog เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้อย่างไร
           
ให้ท่านระบุแหล่งเรียนรู้ที่ท่านได้เข้าไปศึกษาทุกแหล่ง

กระบวนการเรียน (Learning Process) 

       1. ให้ท่านศึกษาเรื่อง Blog จากแหล่งเรียนรู้
       
2. ดำเนินการสมัครเป็นสมาชิก Blog ของ www.blogger.com
       
3. ตกแต่ง Blog ของท่านให้สวยงาม โดยดำเนินการตกแต่งและปรับเปลี่ยน 4 อย่างคือ
           
3.1 ชื่อ Site ของท่าน
           
3.2 คำกล่าวต้อนรับผู้เข้ามาชม Site ของท่าน
           
3.3 ใส่รูปภาพของท่านหรือรูปภาพอื่นที่แทนตัวท่าน
           
3.4 เปลี่ยน Theme
       4. เชิญ (Invite) เพื่อนๆ ในห้องมาเป็นสมาชิก Blog ของท่านให้มากที่สุด และเชิญ (Invite) อาจารย์โดยใช้อีเมล์คือ chatchayapha@gmail.com  (ตรงนี้สำคัญมากไม่เช่นนั้นอาจารย์จะไปตรวจงานของท่านไม่ได้)
       
5. เปลี่ยน Theme ให้แตกต่างจากเดิม
       
6. ศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ตามประเด็นที่กำหนดในภาระงานข้อ 2 นำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์ แล้วเขียนสารสนเทศด้วยสำนวนของตนเองเพื่อนำเสนอ
       
7. ให้อ่านสารสนเทศของเพื่อนสมาชิกอย่างน้อย 3 คน พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นในBlog ของเพื่อนสมาชิกดังกล่าว

แหล่งเรียนรู้ (Resource) 

วิธีการทำบล็อก วิธีการสร้างบล็อก การเขียน blogger


ประเมินผล (Evaluation)



คุณภาพสูง

คุณภาพปานกลาง

คุณภาพต่ำ

การตกแต่ง

ปรับเปลี่ยนครบทั้ง 4 อย่าง

ปรับเปลี่ยน 3 อย่าง

ปรับเปลี่ยนน้อยกว่า 3อย่าง

สมาชิก Blog

มีสมาชิกจำนวนตั้งแต่ 50%
ขึ้นไป

มีจำนวนสมาชิกระหว่าง 30-49% ขึ้นไป

มีสมาชิกน้อยกว่า 30%

การนำเสนอสารสนเทศ

ถูกต้องตรงประเด็น ค้นคว้า
ข้อมูลตั้งแต่ 3 แหล่งขึ้นไป มีการสังเคราะห์ข้อมูล และเขียนด้วยสำนวนของตนเอง

ถูกต้องตรงประเด็น ค้นคว้า
ข้อมูลน้อยกว่า 3 แหล่ง มีการสังเคราะห์ข้อมูล และเขียน
ด้วยสำนวนของตนเอง

คัดลอกข้อความจากแหล่งเรียนรู้อื่น
 
 สรุป (Conclusion)

       จากการที่ท่านได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ Blog ท่านคงจะพบว่าเราสามารถใช้ Blog เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ช่วยประหยัดเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่